|
คำสั่ง Select
คำสั่ง
Select ใช้เป็นประโยคคำสั่งในการส่งออกเรคคอร์ด
ตามเกณฑ์ในการเลือก
ไวยากรณ์
SELECT fieldname1, fieldname2,...
FROM tablename1, tablename2,... [Where Condition] [Group By] [Having] [Order By]; [ ] – ตัวเลือก
แสดงทุกฟิลด์และทุกเรคคอร์ด ใน table
เดียว เช่นการข้อทั้งหมดใน table ชื่อ publishers
SELECT * FROM Publishers ;
แสดงบางฟิลด์ ซึ่งชื่อฟิลด์ ที่มีเครื่องหมายพิเศษ
หรือมีการเว้นวรรคให้อยู่ในวงเว็บก้ามปู [ ]
SELECT PubID, [Company Name], Address FROM Publishers;
แสดงฟิลด์ที่เป็น expression และตั้งชื่อใหม่
(ให้ใช้ As)
SELECT Author, 2000 - [Year Born] As Age FROM Authors;
การใช้ฟังก์ชัน aggregate
SELECT COUNT ([Year Born]) FROM Authors;
การเลือกเฉพาะเรคคอร์ด ที่ต้องการด้วย WHERE
clause
SELECT Name, City FROM Publishers WHERE State = ‘CA’;
การเลือกเฉพาะเรคคอร์ดด้วย WHERE Clause หลายเงื่อนไขต้องเชื่อมด้วย AND หรือ OR เช่น state เป็น CA และ Name
ขึ้นต้นด้วย M
SELECT * FROM Publishers WHERE State = ‘CA’ AND name LIKE ‘m%’;
การเรียงและจัดกลุ่ม
การเรียงใช้ ORDER BY clause
SELECT * FROM Publishers ORDER BY [Company Name] ;
การเรียงจากน้อยไปมากให้ใช้คีย์เวิร์ด DESC ต่อท้ายฟิลด์ต้องการเรียงจากน้อยไปมาก
SELECT * FROM Publishers ORDER BY State, City DESC;
การจัดกลุ่มใช้ GROUP BY Clause
SELECT [Year Published], Count (*) As Title In Year FROM Titles GROUP BY [Year Published];
ให้แสดงจำนวนหนังสือใน 10 ปีสุดท้าย
SELECT TOP 10 [Year Published], COUNT (*) As Title In Year FROM Titles GROUP BY [Year Published] ORDER BY [Year Published] DESC;
การคัดเลือกด้วยเขื่อนไขของ HAVING Clause เช่น แสดงเฉพาะที่มีจำนวนหนังสือมากกว่า 50
SELECT [Year Published], COUNT (*) As Title In Year FROM Titles GROUP BY [Year Published] HAVING COUNT ((*) >50);
คิวรี่ย่อย
คิวรี่ย่อย เป็นการใช้ประโยคคำสั่ง Select
ภายในประโยคคำสั่ง Select อีกคำสั่งสำหรับการค้นหาที่ซับซ้อน
SELECT * FROM Title WHERE Pub ID = (SELECT pubID FROM Publishers WHERE Name = ‘MACMILLIAN’);
JOIN
JOIN ใช้สำหรับการดึงข้อมูลจาก 2 table ที่สัมพันธ์กับผ่านฟิลด์ร่วม ถ้าแถวของ table แรกแสดงตามฟิลด์ของ
table ที่สอง ให้ใช้ ON clause ในคำสั่ง
JOIN
SELECT Title.Title, Titles. [Year Published], Publishers.Name FROM Titles INNER JOIN Publishers ON Titles.PubID = Publishers.PubID
การใช้ไวยากรณ์ tablename.fieldname เช่น Titles.PubID
เมื่อชื่อฟิลด์มีอยู่ใน 2 table ที่เชื่อมกัน
นอกจากมี LEFT JOIN สำหรับการแสดงเรคคอร์ดของ
table แรกทั้งหมดถึงแม้จะมีเรคคอร์ดของ table แรกมีค่าของฟิลด์ที่ไม่ตรงกับฟิลด์เชื่อมของ table ที่สอง
SELECT Titles.Title, Titles.[Year Published], Publishers.Name FROM Titles LEFT JOIN Publishers ON Titles.PubID = Publishers.PubID;
RIGHT JOIN สำหรับการแสดงเรคคอร์ดของ table
ที่สองทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะมีเรคคอร์ดของ table ที่สองมีค่าของฟิลด์ที่ไม่ตรงกับฟิลด์เชื่อมของ table แรก
UNION
การนำ table 2 ต่อกัน
สามารถทำได้โดยใช้คีย์เวิร์ด UNION
SELECT Name, Address, City FROM Customers UNION SELECT CompanyName, Address, City FROM Suppliers
คำสั่ง Insert Into
คำสั่ง INERT INTO ใช้ในประโยคคำสั่งสำหรับการเพิ่มเรคคอร์ดใหม่
ไวยากรณ์
INERT INTO tablename [(fieldname1, fieldname2,...)] VALUES (value1, value 2,...); [ ] ตัวเลือก
หมายเหตุจำนวน value ต้องเท่ากับ fieldname
INERT INTO Authors (Author, [Year Born] VALUES (‘Frank Whale’, 1960);
คำสั่ง Update
คำสั่ง UPDATE ใช้ในประโยคคำสั่งสำหรับการปรับปรุงค่าในเรคคอร์ด
ไวยากรณ์
UPDATE tablename SET fieldname = expression WHERE [condition]; [ ] ตัวเลือก
UPDATE Authors SET [Year Born] = 1961 WHERE Author = ‘Frank
Whale’;
ที่มา : http://www.widebase.net/database/sql/sqlquery/sqlquery12.shtml
|
วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558
คำสั่ง SQL
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
การเรียกฟังก์ชัน
เมื่อฟังก์ชันได้รับการประกาศหรือสร้างขึ้นแล้ว
การเรียกฟังก์ชันสามารถเรียกมาจากที่ใดๆ ภายในสคริปต์ หรือ
จากไฟล์ที่มีการรวมด้วยประโยคคำสั่ง include() หรือ require()
show_message();
show_message();
พารามิเตอร์
ไวยากรณ์พื้นฐาน
{รายการพารามิเตอร์ <br/>
param1: $param1 <br/>
param2: $param2 <br/>
param3: $param3 <br/>
?>
ตัวอย่าง
ฟังก์ชัน show_message() เก็บอยู่ในไฟล์ fn_ 03
_keeper.php ส่วนผู้เรียกอยู่ในสคริปต์ fn_ 03 _caller.php
<?php
include("fn_ 03 _keeper.php");
?>
ตามปกติฟังก์ชันส่วนใหญ่ต้องการรับสารสนเทศจากผู้เรียกสำหรับการประมวลผล
โดยทั่วไปเรียกว่า พารามิเตอร์
การกำหนดฟังก์ให้รับพารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการวางข้อมูล
ชื่อตัวแปรที่เก็บข้อมูลภายในวงเล็บหลังชื่อฟังก์ชัน
การเรียกฟังก์ชันที่ประกอบด้วยพารามิเตอร์เขียนดังนี้
<?php
function show_parameter($param1,
$param2, $param3)
echo <<<PARAM
PARAM;
}
พารามิเตอร์ที่ส่งไปยังฟังก์ชันแยกกันเครื่องหมายจุลภาคภายในวงเล็บ
โดยสามารถส่งเป็นนิพจน์สำหรับแต่ละพารามิเตอร์ด้วย ตัวแปร ค่าคงที่
ผลลัพธ์จากการคำนวณ รวมถึงการเรียกฟังก์ชัน
scope ของพารามิเตอร์จำกัดภายในฟังก์ชัน
ถ้าชื่อตัวแปรเหมือนกับตัวแปรใน scope ระดับอื่น
พารามิเตอร์นี้ "ระบุ" เป็นตัวแปรภายในที่ไม่มีผลกับตัวแปรภายนอกฟังก์ชัน
การตั้งชื่อฟังก์ชัน
สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย
ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือ page_header ()
- ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
- ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข
และ underscore
- ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
name_three ()
_namefour ()
5name ()
Name-six ()
fopen ()
ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
name ()
หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก
ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP
ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน
หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์
PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด
ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า
ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง
ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง
ชื่อไม่ถูกต้อง
การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์
ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME()
สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP
ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็ก
ชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร
โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name
เป็น 2 ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน
การกำหนดและเรียกฟังก์ชัน
function function_name(parameter1,…) {ชุดคำสั่ง …} ?>ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชัน my_function<?php function my_function() {$mystring =<<<BODYSTRING my function ได้รับการเรียกBODYSTRING; echo $mystring;} ?>การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHP ทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้ my_function ();การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser
ฟังก์ชันใน PHP
ฟังก์ชันในโปรแกรมส่วนใหญ่ได้รับการเรียกคำสั่งเพื่อทำงานอย่างเดียว
สิ่งนี้ทำให้คำสั่งอ่านได้ง่ายและยอมให้ใช้คำสั่งใหม่แต่ละครั้งเมื่อต้องการทำงานเดียวกันฟังก์ชันเป็นโมดูลเก็บคำสั่งที่กำหนดการเรียกอินเตอร์เฟซ
ทำงานเดียวกัน และตัวเลือกส่งออกค่าจากการเรียกฟังก์ชัน
คำสั่งต่อไปเป็นการเรียกฟังก์ชันอย่างง่าย my_function ();คำสั่งเรียกฟังก์ชันชื่อ my_function ที่ไม่ต้องการพารามิเตอร์ และไม่สนใจค่าที่อาจจะส่งออกโดยฟังก์ชันนี้ฟังก์ชันจำนวนมากได้รับการเรียกด้วยวิธีนี้ เช่น ฟังก์ชัน phpinfo () สำหรับแสดงเวอร์ชันติดตั้งของ
PHP สารสนเทศเกี่ยวกับ PHP การตั้งค่าแม่ข่ายเว็บ
ค่าต่างๆ ของ PHP และตัวแปร
ฟังก์ชันนี้ไม่ใช้พารามิเตอร์และโดยทั่วไปไม่สนใจค่าส่งออก
ดังนั้นการเรียก phpinfo
() จะประกอบขึ้นดังนี้ phpinfo ();
วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ชนิดของฟิลด์
DATETIME : เป็นฟิลด์ชนิดที่เหมาะสมกับการเก็บข้อมูลวันที่
และเวลา โดยรูปแบบการแสดงผล เวลาที่ทำการสืบค้น (query) ออกมา
จะเป็น YYYY-MM-DD HH:MM:SS
TIMESTAMP[(M)] : เอาไว้เก็บเวลา
แต่จะเก็บในรูปแบบของ YYYYMMDDHHMMSS หรือ
YYMMDDHHMMSS หรือ YYYYMMDD
หรือ YYMMDD แล้วแต่ว่าเราจะระบุค่า M เป็น 14, 12, 8 หรือ
6 ตามลำดับ การเก็บค่า
วันเดือนปี และเวลา ในรูปแบบนี้มันเอาไปใช้งานสะดวกดี
TIME: อันนี้เอาไว้เก็บเวลาครับ
โดยจะแสดงผลออกมาในรูปแบบ HH:MM:SS
YEAR [(2/4)]: เอาไว้เก็บปี
ในรูปแบบ YYYY หรือ YY โดยหากเลือกเป็น
4 หลัก จะเก็บค่าได้ตั้งแต่ ค.ศ. 1901 ถึง
2155 แต่หากเป็น 2 หลัก จะเก็บตั้งแต่
ค.ศ. 1970 ถึง 2069
CHAR : เป็นข้อมูลประเภท
string แบบที่ถูกจำกัดความกว้างเอาไว้คือ
255 ตัวอักษร ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เหมือนกับ VARCHAR
TINYBLOB : ฟิลด์ชนิด
BLOB นั้นจะมีไว้เพื่อเก็บข้อมูลประเภทไบนารี หรือพวก
ไฟล์ข้อมูลต่างๆ, ไฟล์รูปภาพ, ไฟล์มัลติมีเดีย
เป็นต้น มีเนื้อที่ให้เก็บข้อมูลได้ 256 ไบต์
TINYTEXT : ในกรณีที่ข้อความยาวๆ
หรือต้องการที่จะค้นหาข้อความ โดยอาศัยฟีเจอร์ FULL TEXT SEARCH ของ MySQL (จะกล่าวถึงในตอนประยุกต์การพัฒนาเว็บบอร์ด)
เราอาจจะเลือกที่จะไม่เก็บข้อมูลลงในฟิลด์ประเภท VARCHAR ที่มีข้อจำกัดแค่
256 ตัวอักษร แต่เราจะเก็บลงฟิลด์ประเภท TEXT แทน (ต้องขออภัยที่ผมลืมอธิบายส่วนนี้ ตอนที่พูดถึง TEXT)...
TINYTEXT นี้ จะให้เราเก็บข้อมูลได้ 256 ตัวอักษร
ครับ ซึ่งมองเผินๆ ก็ไม่ต่างกับเก็บลงฟิลด์ประเภท CHAR หรือ VARCHAR(255)
เลย แต่จริงๆ มันต่างกันตรงที่ มันทำ FULL TEXT SEARCH ได้ไงครับ
BLOB : เหมือน TINYBLOB
ครับ แต่สามารถเก็บข้อมูลได้ 64KB
MEDIUMBLOB : เหมือน
TINYBLOB เช่นกัน แต่เก็บข้อมูลได้ 16MB
MEDIUMTEXT : เหมือน
TEXT ครับ แต่เก็บข้อมูลได้ 16,777,215 ตัวอักษร
LONGBLOB : เหมือน
TINYBLOB เช่นกัน แต่เก็บข้อมูลได้ 4GB
LONGTEXT : เหมือน
TEXT แต่เก็บข้อมูลได้ 4,294,967,295 ตัวอักษร
SMALLINT : เป็นฟิลด์สำหรับเก็บข้อมูลชนิดตัวเลขที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก
คือ 16 บิต จึงสามารถเก็บค่าได้ตั้งแต่ -32768 ถึง 32767 (ในกรณีแบบคิดเครื่องหมาย) หรือ 0 ถึง 65535
EDIUMINT : เช่นเดียวกับ
SMALLINT ครับ แต่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก ก็คือ 24 บิต ครับ นั่นก็หมายความว่าสามารถเก็บข้อมูลตัวเลขได้ตั้งแต่ -8388608
ไปจนถึง 8388607 (ในกรณีแบบคิดเครื่องหมาย)
หรือ 0 ถึง 16777215 (ในกรณีที่เป็น UNSIGNED
หรือไม่คิดเครื่องหมาย)
INT : เช่นเดียวกับ
SMALLINT แต่งานนี้จะเป็นขนาดปกติคือ 32 บิต หรือสามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ -2147483648 ไปจนถึง
2147483647 ครับ (ในกรณีแบบคิดเครื่องหมาย) หรือ 0 ถึง 4294967295 (ในกรณีที่เป็น UNSIGNED หรือไม่คิดเครื่องหมาย) แน่นอนครับ สามารถเลือก Attribute เป็น UNSIGNED และ UNSIGNED ZEROFILL ได้เช่นเดียวกับ TINYINT
BIGINT : ในกรณีที่ต้องการเก็บค่าตัวเลขแบบเยอะ
เก็บข้อมูลแบบ 64 บิต สามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ -9223372036854775808
ไปจนถึง 9223372036854775807 (แบบคิดเครื่องหมาย) หรือ 0 ถึง 18446744073709551615 (ในกรณีที่เป็น UNSIGNED
หรือไม่คิดเครื่องหมาย)
FLOAT[(M,D)] :
หากเราบันทึกข้อมูลที่มีเศษทศนิยม มันจะถูกปัดทันที
ดังนั้นหากเราต้องการจะเก็บค่าที่เป็นเลขทศนิยม เราต้องเลือกชนิดขอฟิลด์เป็น FLOAT
จะเก็บข้อมูลแบบ 32 บิต คือมีค่าตั้งแต่ -3.402823466E+38
ไปจนถึง -1.175494351E-38, 0 และ 1.175494351E-38
ถึง 3.402823466E+38...
DOUBLE[(M,D)] : เก็บเลขทศนิยมในระดับที่ละเอียดแบบสุดๆ
ก็ต้องเลือกชนิดนี้ เพราะจะเก็บข้อมูลแบบ 64 บิต
สามารถเก็บได้ตั้งแต่ -1.7976931348623157E+308 ถึง -2.2250738585072014E-308, 0 และ 2.2250738585072014E-308
ถึง 1.7976931348623157E+308
DECIMAL[(M,D)] :
อนุญาตให้สามารถเก็บข้อมูลตัวอักษรเข้าไปได้ด้วย ฟิลด์ชนิด DOUBLE เลย สามารถเก็บข้อมูลได้เท่ากัน และมีการใช้งานที่เหมือนกัน
VARCHAR : เอาไว้เก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร
ทุกครั้งที่เลือกชนิดของฟิลด์เป็นประเภทนี้
จะต้องมีการกำหนดความยาวของข้อมูลลงไปด้วย ซึ่งสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ 1 -
255 ฟิลด์ชนิดนี้ เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลสั้นๆ เช่น ชื่อ นามสกุล
หรือหัวข้อต่างๆ เป็นต้น
TINYINT : ข้อมูลประเภทตัวเลขครับ
แต่มีขนาดสูงสุดได้แค่ 8 บิต ข้อมูลประเภทนี้เราสามารถกำหนดเพิ่มเติมในส่วนของ "แอตทริบิวต์"
ได้ว่าจะเลือกเป็น UNSIGNED หรือ UNSIGNED ZEROFILL โดยจะมีความแตกต่างดังนี้
UNSIGNED : จะหมายถึงเก็บค่าตัวเลขแบบไม่มีเครื่องหมาย
หรือพูดง่ายๆ คือ ไม่เก็บค่าลบแบบนี้จะทำให้สามารถเก็บค่าได้ตั้งแต่ 0 -
255
UNSIGNED ZEROFILL : เหมือนข้างต้นครับ
แต่ว่าหากข้อมูลที่กรอกเข้ามาไม่ครบตามจำนวนหลักที่เรากำหนด ตัว MySQL จะทำการเติม 0 ให้ครบหลักเอง เช่นเรากำหนดให้ใส่ได้ 3
หลัก แล้วเราเก็บข้อมูล 25 เข้าไป
เวลาเราสืบค้นดู เราจะได้ค่าออกมาเป็น 025
TEXT : เอาไว้เก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร
แต่สามารถเก็บได้มากขึ้น โดยสูงสุดคือ 65,535 ตัวอักษร หรือ 64KB
เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลพวกเนื้อหาต่างๆ ที่ยาวๆ
DATE : เอาไว้เก็บข้อมูลประเภทวันที่
โดยเก็บได้จาก 1 มกราคม ค.ศ. 1000 ถึง 31
ธันวาคม ค.ศ. 9999 โดยจะแสดงผลในรูปแบบ YYYY-MM-DD
ที่มา : http://computer.thepbodint.ac.th/topmenu.php?c=show_note_work&w_id=16
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

